Slow Rider ปั่นไปตามหัวใจ

ช่วงนี้เป็นเวลาที่ครบ 1 ปีสำหรับการปั่นจักรยานฟิกซ์เกียร์แล้ว

จำไม่ได้หรอกว่าซื้อจักรยานฟิกซ์เกียร์มาตอนไหน แต่จำได้ว่าซื้อมาช่วงตุลาคม

หลังจากไม่ได้ปั่นจักรยานมา 4 เดือน เพราะจักรยานคันก่อนหน้านั้นโดยขโมยที่หน้ามาบุญครอง

ซึ่งก่อนหน้าที่จักรยานโดนขโมยก็คิดไว้แล้วว่า ถ้าจักรยานหาย หรือพังแบบค่าซ่อมแพง คันต่อไปจะซื้อฟิกซ์เกียร์

และนั่นแหละ พอซื้อแล้ว

กลายเป็นว่า…ตามกระแส

ตั้งแต่จำความได้ ก็ปั่นจักรยานตั้งแต่ยังเด็ก ปั่นแบบแบบมีล้อพยุง จนรู้สึกว่ามันไม่เท่ อยากจะขี่แบบสองล้อบ้าง ก็หัดอยู่วันนึงจนมันขี่ได้ แล้วก็ขี่ไปไหนมาไหนแถวบ้านตลอด ขี่เถลไถลจนโดนแม่ด่าก็เคย ขี่แข่งกับเพื่อนไปบนถนนโล่งๆ ที่ตอนนี้กลายเป็นที่ส่วนบุคคลไปแล้ว การที่ความทรงจำวัยเด็กยังน่าระลึกอยู่ได้ ก็เป็นเพราะจักรยานส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ชีวิตมีสีสัน เบื่อก็ออกไปปั่นจักรยานเล่น ไม่เหมือนสมัยนี้เบื่อก็จ่อหน้าคอม

ปั่นมาตลอด แล้วค่อยๆ เว้นว่างไปตอนม.ต้นเพราะติดเกมออนไลน์อย่างหนัก นั่นแหละ ชีวิตเด็กเจนวาย โดนสื่อครอบงำง่าย แล้วยังติดบอร์ดแร็ก บอร์ดประมูล พันทิปอะไรอีก สารพัด

จนตอนม.ปลาย ได้มาเรียนกรุงเทพ ตอนนั้นก็ไม่ได้นึกถึงจักรยานเท่าไหร่ นั่งรถเมล์ไปโรงเรียน ถ้ารถเมล์ไม่มาก็รอเด็กโรงเรียนเดียวกันเยอะๆ แล้วเรียกแท็กซี่ไป บางทีถ้าตื่นเช้ามากๆ ก็เดิน

การมากรุงเทพ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมเค้าถึงรณรงค์ไม่ให้คนขับรถยนต์นั่งคนเดียว

ใช่มันทำให้รถติดระยำ

ยังแปลกใจ การสื่อสารมวลชนของกรุงเทพ คนก็ไม่ได้ใช้กันน้อยๆ นะ รถเมล์ รถไฟฟ้าแน่นขนัดกันตลอดในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ก็แน่นจนแทบแทรกเข้าไปไม่ได้

แต่ทำไม แต่ทำไม แต่ทำไม แต่ทำไม

ตอนม.5 ผมเลยตัดสินใจซื้อจักรยานจากโลตัส

ในความเป็นจริงแล้ว แม้จักรยานจะดูคล่องแคล่วกว่ารถยนต์ในกรุงเทพ แต่ด้วยน่องและเกียร์มันทำความเร็วได้ไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรอก แค่ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ก็หล่อแล้ว ทำไมช้าแล้วยังขับ ทั้งที่การโดยสารอื่นมันเร็วกว่า ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องสีเขียวอะไรนักหรอกตอนนั้น แค่รู้สึกว่า มันสะดวกกว่า และรู้สึกว่าได้ทำอะไร ดีกว่ายืนเฉยๆ บนรถเมล์แค่นั้นเอง

ผมใช้จักรยานแทบทุกวัน จอดไว้ข้างตึกเรียน วันไหนฝนตกก็กลับรถเมล์ ทิ้งจักรยานไว้ที่โรงเรียน

แต่เผอิญช่วงนั้นฝนตกติดต่อหลายวันไปหน่อย ลามยาวไปถึงเสาร์-อาทิตย์ ไม่ได้เข้าโรงเรียน

ใช่ครับ กลับมาวันจันทร์จักรยานหาย เสียใจมั้ย เสียใจ แต่ก็ช่างเถอะในเวลาอันรวดเร็ว

จนพอผมเกือบลืมจักรยานคันนี้ได้แล้ว ผมรู้สึกว่าอยากตัดผม เลยไปที่บ้านพักคนงานที่โรงเรียน ซึ่งเค้ารับตัดผมอยู่ ซึ่งมันถูกดี ผมชอบใช้บริการ

จักรยานผมตั้งอยู่ที่บ้านพักคนงาน ตกใจมากกว่าดีใจซะอีก เข้าใจว่าเค้าเจตนาดี เห็นจักรยานผมไม่ได้ล็อค เลยเอามาเก็บให้ แค่ลืมบอกผมเท่านั้นเอง ผมเลยถือวิสาสะเอาคืนโดยขับออกไป โดยไม่กล่าวขอบคุณหรือตำหนิคนงานที่เก็บไป ซึ่งตอนนั้นไม่รู้อยู่ไหน

จนจักรยานโลตัสถูกๆ ก็พังไปในเวลาไม่ถึงปี

ตอนนั้นม.6

พ่อเลยเอาจักรยานปั่นเรซซิ่ง หรือจักรยานแข่งนั่นแหละให้ผมปั่น ราคาหลายหมื่น ตอนนั้นเสียวมาก แพงขนาดนี้ดูแลไม่ไหวแน่ เลยเอาโซ่มาล็อค

ระยะเวลาไม่ถึงเดือน ฝนเทลงมา

คราวนี้ล็อคไว้อย่างดี ไม่มีหาย แล้วนั่งรถเมล์กลับบ้าน

เข้าแก๊ปเดิม ไม่มีเกมพลิก

หาย!

เหี้ยยยยยย ไปที่บ้านพักคนงาน ไม่มี ไปที่ไหน ไม่มี แทบบ้า ปัญหาคือจักรยานแม่งแพงไง

เดินเซ็งกลับบ้าน ตอนนั้นทำใจได้แล้วว่ามันหาย

แล้วก็ไม่ได้ปั่นจักรยานอีกเลยจนกระทั่งจบปี 1 ผมอาจลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยปั่นจักรยาน

คณะผมคนปั่นจักรยานน้อยมาก เพราะเด็กจุฬาฯ ส่วนใหญ่มีอันจะกิน และมักขับรถยนต์มาเรียนกัน จักรยานคงจะลำบากและอันตรายเกินไปในกรุงเทพฯ

ผมก็อาศัยการขนส่งมวลชนเหมือนเดิม เพราะผมต่อต้านการมีรถยนต์ส่วนตัว อย่างมากสุดก็คือมอเตอร์ไซค์

จนจบปี 1 ผมไปเอาจักรยานโสกรังที่ใช้มาตั้งแต่ประถมมาใช้ที่กรุงเทพ เบรกกาก ล้อกาก คนในคณะยืมใช้ ไม่กี่เดือน พังอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ผมใช้มาร่วม 10 ปี

แม้ยังไม่ประจักษ์ถึงคำว่าสาธารณะ น้ำใจ และมารยาทของเด็กคณะผม ผมก็มีจักรยานพับคันใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว

ผมลุยไปกับจักรยานคันนี้เยอะมาก ขี่ไปนู่นไปนี่ เคยขี่ไปลาดพร้าว จนยางแตก ไปจตุจักร ไปหมอชิต ไปอ่อนนุช ไปท่าพระจันทร์เพื่อกินข้าวเที่ยงแล้วขี่กลับ

ขณะเดียวกันเพื่อนพี่น้องร่วมคณะก็ทำผมเจ็บ ใช้จักรยานผมราวกับว่าไม่มีเจ้าของ เอาไปใช้ไม่บอกก่อน แม้จักรยานมันช้ากว่าขับรถ แต่มันก็สะดวกกว่ารถ และเร็วกว่าเดิน สะดวกจนแทบไม่ต้องบอกอะไรผม ขึ้นคร่อมแล้วจากไป จนเวลาที่ผมอยากใช้ก็ไม่ได้ใช้

รุ่นพี่คนหนึ่งบอกว่า ถ้าเอามาวางคณะ ก็ควรเป็นของคณะ อยากจะถ่มน้ำลายใส่พี่คนนั้น ความคิดสถุลไม่เข้าท่า ผมเอามาเพื่อแบ่งปัน แต่ขณะเดียวกันก็ควรจะมีมารยาทต่อเจ้าของด้วย

ผมมีจักรยานพับได้อีกคันขณะที่อยู่คณะนี้ ครั้งนี้ผมพกมันขึ้นรถทัวร์ไปปั่นเที่ยวเมืองเชียงใหม่ ผมไม่รู้จักเส้นทางเชียงใหม่หรอก แต่เพราะจักรยานที่ปั่นช้าๆ นี่แหละทำให้ผมรู้จักเมืองเชียงใหม่มากขึ้น แล้วทำให้เงินหมดช้าลงด้วย เพราะไม่ต้องไปเผชิญกับราคารถแดงมหาโหด

ความช้าทำให้เราพบเห็นอะไรมากมายระหว่างทาง อยากแวะจอดตรงไหนก็จอด

ไม่ช้าจนเสียเวลาเท่าการเดิน แต่ก็ไม่เร็วจนเรารู้จักแค่ต้นทางกับที่หมาย

จอดทิ้งไว้ที่เชียงใหม่ 7 วัน ไม่หาย

แต่จอดไว้ที่หน้ามาบุญครองแค่ช่วงเวลาดูหนังเรื่องเดียว หาย! ล็อคแล้วด้วยนะ

ชีวิตมันเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ขนาดนี้แหละ แต่ทำใจง่ายมาก เพราะถ้าคิดกับตอนจักรยานแข่งของพ่อหายแล้ว มันจิ๊บจ๊อยและกระทบจิตใจน้อยกว่ามาก

ตอนนั้นปี 4 แล้วตั้งมั่นว่าจะซื้อฟิกซ์เกียร์มาก แต่จนแล้วจนรอด แทบไม่มีเวลาว่างไปซื้อเลย ร้านที่เพื่อนแนะนำมาก็อยู่ไม่ไกล แต่ก็ไม่ได้ไปซะที ขณะที่กระแสจักรยานในคณะเริ่มฟีเวอร์ คนเริ่มขี่กันมากขึ้น ผมเห็นแล้วดีใจมาก

จนถึงเดือนตุลาคม ก็ได้ฤกษ์ ได้ชัยปั่นฟิกซ์เกียร์ ไม่ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าจะเล่นท่าเล่นอะไรคงยาก เพราะเป็นฟิกซ์เกียร์สายปั่น คงได้แค่การสคิด (การเบรคจักรยานโดยการรั้งบันไดไว้ และให้จักรยานไถลไป) หรือทำแทรคแสตนด์ (การยืนด้วยล้อจักรยาน เลี้ยงจักรยานไปหน้าถอยหลังทีละนิด ให้จักรยานนิ่งอยู่กับที่ โดยที่เท้าไม่แตะพื้น) แต่กว่าจะทำพวกนี้ได้ ก็ปาไปเกือบปีล่ะครับ เพราะผมไม่ได้สนใจฝึกเลย ปั่นอย่างเดียว

นอกจากถูกหาว่าปั่นตามกระแสแล้ว (ทั้งกระแสฟิกซ์เกียร์ หรือกระแสจักรยานทั้งที่กูปั่นมาหลังกูคลอดไม่กี่ปี)

การที่ฟิกซืเกียร์ติดเบรคไว้ ทำให้ผมโดนปรามาสไปไม่น้อย

การที่ฟิกซ์เกียร์ติดเบรคมันดูเห่ยตรงไหน ผมไม่ทราบ ความปลอดภัยสำคัญกว่าความเท่นะสำหรับผม ยิ่งผมเป็นคนปั่นฟิกซ์เกียร์มือใหม่ด้วย ถ้าไม่ติดเบรค ก็คงจบ

ก็ไม่ได้โกรธคนที่ว่าหรอกนะ แค่เซ็ง ทำไมปั่นฟิกซ์ต้องไม่ติดเบรค ขณะที่เกาหลีหรือญี่่ปุ่น มีกฎหมายควบคุมจักรยานประเภทนี้ว่าต้องติดเบรคด้วยซ้ำ แม่งอดเท่ทั้งประเทศ

ยิ่งประเทศไทยกฎหมายจักรยานอ่อนแอมาก จักรยานโดนชน แทบไม่มีกฎหมายอะไรมาคุ้มครองเลย ในขณะที่อังกฤษ ถ้าคู่กรณีรถกับจักรยาน จักรยานจะได้คำว่า “ถูก” เสมอ เพราะเค้ารณรงค์ให้คนปั่นจักรยานกันเยอะมาก

ในขณะที่ไทยก็มีการรณรงค์ปั่นจักรยานอยู่เรื่อยๆ แต่ก็แค่การประชาสัมพันธ์ ปิดถนนให้ขี่ช่วงในงาน แล้วถึงเวลาจริงทางจักรยานก็แคบเท่าจิ๋มมด แถมเวลาจะใช้จริงก็มีรถจอด ท่อน้ำเส็งเคร็งบนถนนอีก โอ๊ยเบื่อ ไม่เอาจริงซะที นโยบายใหม่รัฐบาลก็เข้าข้างรถยนต์อีก จักรยานอะ จักรยาน

แต่คิดในอีกทางขณะเดียวกัน จักรยานหลายคันก็ต้องเลิกขับเหี้ยซะที แซงซ้ายอย่างงี้ ฝ่าไฟแดงอย่างงี้ (ผมก็เป็นในบางที พยายามจะไม่ทำอยู่)

ซึ่งถ้าเรียกร้องจะให้เค้าเคารพเรา เราก็ต้องเคารพเค้าก่อนนี่เนอะ

…ว่าแต่…เรามาเรื่องนี้ได้อย่างไร

มาที่เรื่องเบรครถ ผมว่าการที่เรามีเบรครถก็เซฟในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าถึงระดับที่ถอดเบรคแล้ว มันก็ดีอย่างนึงคือ เวลาขับห้ามใจลอย ต้องมีสมาธิสูงมาก และต้องแข็งแรงมากยามคับขัน นั่นแหละ ซึ่งในช่วงแรกๆ ผมยังไม่มีสิ่งหลังสุด

พอประสบการณ์แก่กล้าผมก็ถอดเบรค ก็โดนปรามาสจากคนอีกกลุ่มว่าถอดทำไม อันตราย (ฮาาาาาา)

จนถึงวันนี้ผมปั่นฟิกซ์ได้ปีกว่าแล้ว ยังไม่หาย ยังอยู่ เวลาจอดทิ้งไว้พารานอยด์ตลอด (ฮา) แม้จะเลิกจอดหน้าห้าง ไปจอดในห้าง ชั้นใต้ดิน ตีซี้กับยาม (ยามหอศิลป์จำผมได้แล้ว)

จนถึงวินาทีนี้ จักรยานให้อะไรผมมากจริงๆ



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.