Devotion for Deluge
ถูกโพสท์: ตุลาคม 27, 2011 Filed under: รอยตีนที่เหยียบย่ำปฐพี | Tags: ถ่ายรูป, ธรรมศาสตร์รังสิต, ธัญบุรี, น้ำท่วม, ปทุมธานี, รถเมล์สาย 29, อาสาสมัคร Leave a comment »วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2554
ตื่นมาใกล้ๆ เที่ยง เมื่อวานคิดไว้ว่าจะไปตักทรายที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย
พอลองกลับมาคิดดูดีๆ
ใช่ว่าเราจะไม่ชอบการทำงานออกแรงนะ แต่ไม่ชอบงานที่ต้องเป็นแพทเทิร์นเดิมๆ ซ้ำกันมากกว่า ก่อนหน้านั้นเคยไปตักทรายที่ธัญบุรีมาแล้ว
แถมกลับมาก็อาการสาหัส ปวดไหล่ ปวดหลัง
ตอนทำงานก็ไม่ค่อยสนุก ยังดีที่ทำกับเพื่อนพี่น้องคณะ ทำอะไรซ้ำซากเดิมๆ ก้ม ปัก ตัก ใส่ ก้ม ปัก ตัก ใส่ ปวดหลังเอาตอนขั้นตอนก้มนี่แหละ
ไปผูกกระสอบทรายก็แค่เหนื่อยน้อยลง แต่ก็รับ ผูก มัด ส่ง รับ ผูก มัด ส่ง รับ ผูก มัด ส่ง
เลยหนีไปวางกระสอบทรายที่ดรีมเวิร์ล ก็ไม่ต่างกัน รถกระสอบทรายมา ก็ รับ ส่ง รับ ส่ง รับ ส่ง
ความสนุกมันอยู่ตรงไหนนนนนนนนนน
จะไปเหล่หญิง ทำงานแทบไม่ได้เงย โอยเหนื่อย แต่ดีนะมีเพื่อนคุย
…
เมื่อคิดขึ้นได้
เราจะไปตักทรายอีกทำไม วันนี้มีเพื่อนคณะกำลังจะไปตักทรายที่คลองหกในวันนี้ ผมก็ตัดสินใจว่าจะไปดีมั้ย
สะพายกล้องถ่ายรูปคู่ใจ เดินลงไปนั่งรอรถเมล์
เวลาบ่ายสองครึ่ง รถเมล์สาย 29 มาแล้ว… ขึ้น… มีที่ว่างนั่งด้านหลังสุด
นั่งไปเหม่อไป มองพี่ผู้ชายคนนึงด้วยความอิจฉา ทำไมผมเงาสลวยจัง เหล่หญิงคนนึงน่ารักดี
…ถึงดอนเมือง
สุดสายแล้วค่ะ เสียงกระเป๋าเรียก อ้าวเห้ย ไม่ได้ไปส่งถึงธรรมศาสตร์รังสิตเลยเหรอ
ใช่ ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปศูนย์พักพิงธรรมศาสตร์รังสิต
นี่คือชิ้นส่วนการเดินทางไปรังสิตพาร์ทแรก 23 กิโลเมตร ถึงในเวลาชั่วโมงครึ่ง
ลงก็ลง กะว่าจะเดินไปเรื่อยๆ แล้วลองโบกรถว่ามีใครจะไปทางรังสิตบ้าง…
ไม่มีเลย
ก็เลยเดินไปถ่ายรูปไป คิดไป ไหนน้ำวะ ไหนว่าน้ำท่วมวะ โห่ แห้งสนิท
พอเริ่มไปถึงตลาดสี่มุมเมืองปทุมธานี ยาวไปจนเซียร์รังสิต เริ่มมีกระสอบทรายกั้น น้ำเริ่มล้นท่อแต่ความลึกไม่เกิน 2 เซนติเมตรแน่นอน
จนยาวไปเรื่อยๆ ถึงแยกที่มีฟิวเจอร์ปาร์ค และเมเจอร์รังสิต คนและถนนเริ่มพลุกพล่าน น้ำขวางถนน เดินต่อไปไม่ได้ ตอนนั้นไม่อยากเปียกเท่าไหร่ เลยข้ามสะพานข้ามคลอง เลาะไปตามคันกั้นน้ำ เจอเด็กเล่นน้ำ ยังดีน้ำไม่ค่อยเน่าเท่าไหร่นะน้อง จากนั้นก็ขึ้นสะพานลอย แล้วปีนขึ้นทางยกระดับอีกที แคว่ก เสียงอะไรขาด อ้าขาดู ชัดเลย
…เป้าขาด
และแล้วการเดินทางไปธรรมศาสตร์พาร์ทสองก็จบ เดินเท้าจากดอนเมืองมาฟิวเจอร์ปาร์ค 8 กิโลเมตรครึ่ง เวลา 2 ชั่วโมง
…ใช่ครับ เดินเท้า และเป้าขาดตอนจบด้วย
หลังจากการเดินทรหด น้ำท่วมไปตลอดทางสูงราว 20 เซนติเมตร ผมไปเดินเล่นๆ บนแผงกั้นถนนเพื่อดูว่าจะเดินต่อไปได้มั้ย
เฉียดล้มไปหนึ่งครั้ง… ผมเดินกลับมา เพื่อรอโบกรถ
ต้องขอบคุณมอเตอร์ไซค์รับจ้างตรงนั้นที่โบกรถให้ผม ผมได้ร่วมขบวนไปกับคนขับรถโฟร์วีล ภรรยาคนขับ ที่ขับพากระสอบทรายไปยังวัดธรรมกายซึ่งก็ผ่านธรรมศาสตร์นั่นแหละ ส่วนผู้อาศัยมีผม เด็กหญิงธรรมศาสตร์ที่เรียกได้ว่าสาวแว่นสุดยอดหน้าคมคนหนึ่ง หนุ่มธรรมศาสตร์หน้าตี๋สกินเฮด คุณป้าเพื่อนซี้สองคน และชายพิการแขนสองข้างและขาอีกหนึ่งข้างที่ผมต้องยกขึ้นและลงรถ โถ่ ส่วนผมก็ต้องนั่งชิด ปิดเป้าขาดไว้ เขินน้องธรรมศาสตร์สาวแว่นสุดยอดคนนั้น
รถวิ่งฝ่าน้ำไปเรื่อยๆ ลึกบ้าง ตื้นบ้าง
ก่อนเข้าธรรมศาสตร์ จะมีตำรวจคอยให้ทาง และจัดระเบียบรถอยู่ พอรถคันผมมาถึงที่ที่ทำตำรวจยืน ตำรวจบอก “โชคดีครับ อุ๊ยของตก!” ความรู้สึกเหมือนมีเหล็กเย็นๆ มากระแทกบริเวณตัก หยิบขึ้นมาเป็นกระป๋อง 037 ในตำนาน
เมื่อถึงธรรมศาสตร์ ผมซึ่งนั่งด้วยท่ากอดเข่าแน่น แทบลุกไม่ขึ้น พอลุกขึ้นแล้วพยายามให้ 037 กับคนอื่น แต่ไม่มีใครกิน 037 เลย ผมเลยใส่ 037 ในกระเป๋าที่เป้าขาด เดินฝ่าน้ำเข้าไปตรงทางเข้าโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ป้าๆ กับชายพิการไปไหนต่อไม่รู้ ชาวธรรมศาสตร์สองคนกลับหอ ส่วนผมมุ่งหน้าไปโรงยิม 1 ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย
จากฟิวเจอร์มาธรรมศาสตร์ใช้เวลา 1 ชั่วโมง รวมแล้ว เอ่อ…ใช้เวลาแค่ 1.30+2.00+1.00 อืม สี่ชั่วโมงครึ่งเอ๊ง Y Y
พูดตรงๆ ว่า ผมมาที่นี่ไม่ใช่เพราะมีจิตอาสาหรอก
แค่อยากลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ เคยเป็นฝ่ายที่โดนน้ำท่วมและโดนช่วย คราวนี้จะเป็นฝ่ายช่วยบ้าง
แค่อยากถ่ายรูป เก็บเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ไว้
แค่อยากทำอะไรสนุก มาลงพื้นที่ ทำอะไรเสี่ยงๆ
เอาจริงๆ แค่เดินทางมา ก็สนุกชิบหายอยู่แล้ว นานกว่าตอนที่ปั่นจักรยานมาอีก
ผมมาถึงมองดูฟิล์ม ถ่ายไปแล้ว 28 รูป เหลือให้ถ่ายอีก 8 รูป
เมื่อเข้ามาถึงพบป้ายเยอะมาก มากมายจริงๆ ไปที่ไหนก็เจอให้อ่าน ด้านหน้าศูนย์จะเป็นหน่วยแพ็คอาหารชื่อว่าฝ่ายอาหารสอง คือแพ็คของแจกให้คนในพื้นที่ที่ประสบภัย
เข้าไปข้างใน มีให้ลงทะเบียนอาสาสมัคร แต่วันนี้ไม่ลงก่อน กะว่ามาถ่ายรูปอย่างเดียว แล้วค่อยกลับกับรถอาสาสมัครตอน 4 ทุ่ม
เดินสำรวจตรวจตราลึกเข้าไปอีก เจอลานเด็กเล่น เล่นกันเยอะจริงๆ ขึ้นไปชั้นสองเจอห้องเสื้อผ้ากองเท่าภูเขา ประมาณว่าเอาไปขายที่จตุจักร 10 ปีก็ไม่หมด เค้าเรียกหน่วยเบิกเสื้อผ้าว่าฝ่ายเซเว่น
อ้อมไปนิดนึงจะมีฝ่ายคลัง คือเก็บของทุกสิ่งอันไว้ให้เบิกอย่างเป็นระบบ ซึ่งเซเว่นเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายคลัง
พอเดินลงมาจะออกไปดูข้างนอกอีกรอบ ก็เจอเซเลบดัง ท่านว.วชิรเมธีนี่เอง คราวนี้มาฟังการระบายของชาวบ้านที่เดือดร้อน พร้อมให้คำแนะนำ คนก็สาธุๆ กันไป ตามแต่ศรัทธา
เดินเลาะทางขวาจากทางเข้าเจอฝ่ายอาหาร 1 อันนี้เอาไว้แจกอาหารแก่อาสาสมัครและคนในศูนย์พักพิง ข้างๆ นั้นจะมีฝ่ายที่พัก ที่ติดป้ายว่าฝ่ายที่รัก (…) ซึ่งมีสองชั้น ซึ่งชั้นบนน่ารักกว่าชั้นล่าง น่าชวนคุยกว่า (>///<) ที่รักจริงๆ ด้วย
ผู้ประสบภัยเมื่อมีมาก เขาก็จัดทีมประสานงานด้วย เพื่อร่วมงานกับอาสาสมัครได้ง่ายขึ้น เป็นระบบที่ไม่ได้มีตั้งแต่แรก แต่ค่อยๆ มีขึ้นมา ฝ่ายต่างๆ ก็ด้วย อันนี้รู้จากพี่ที่ชื่อโจร เพราะชื่อนี่แหละ ทำให้เราได้คุยกันยาวมาก ด้วยประโยคคำถามของผม “ทำไมพี่ห้อยป้ายโจรอะครับ?”
…แต่ความจริงแล้วผมรู้อยู่ก่อนแล้วว่าพี่เค้าชื่อโจร เพราะผมไปชวนน้องที่พักชั้นสองคุยเรื่องพี่โจรมาก่อนจะคุยกับพี่โจร
…เอ่อ นี่กูมาทำอะไรวะเนี่ย
สรุปแล้ววันนี้ใช้เวลากับการเดินทางมากกว่ามาอยู่ที่ศูนย์พักพิง ไม่ค่อยได้ช่วยอะไร นอกจากถ่ายรูป และนั่งคุยกับผู้ประสบภัย คุยกับอาสาสมัคร มีช่วยยกเสื่อน้ำมันมาวางไว้ในศูนย์
ระหว่างนั้นผมไปที่ฝ่ายเซเว่น เพื่อไปขอกางเกง เนื่องจากทนเป้าขาดไม่ไหวแล้ว เขาก็ให้อย่างง่ายมาก ดีใจจัง ได้กางเกงฟรีกลับบ้านอีก 1 ตัว
4 ทุ่ม รถเมล์ใกล้ออกพอดี พบกับลุงคนขับใจดี
และบนรถก็มีคนบาดเจ็บที่ขี้นอยเหี้ยๆ ที่ต้องไปรักษาตัวที่ดอนเมือง แต่กลัวเข้าดอนเมืองไม่ได้ (เขาไม่เคยไป) ทุกคนในรถบอกแล้วว่าไม่ยากเลย ถ้ายากนักเรียกแท็กซี่เข้าไป จบ แต่เดินไปก็ได้ เพราะรถเมล์ไปส่งถึงหน้าดอนเมือง แต่เข้าไปไม่ได้เพราะเป็นเขตทหาร
กว่าจะยอมเข้าใจ แต่สุดท้ายเนื่องด้วยความขี้นอย ก็ไปขอนอนที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ก่อน
แล้วรถเมล์ก็พาผมกลับมาถึงบ้าน พร้อมกับ 037 ของพี่ตำรวจคนนั้น
…พร้อมความคิดที่ว่า พรุ่งนี้กูไปเป็นอาสาสมัครเต็มตัวแน่นอน!
—
วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2554
ตื่นมาใกล้ๆ เที่ยงเช่นเดิม รู้สึกได้ถึงอาการหวัดคัดจมูกเล็กน้อย
นั่นแหละ เหตุผลที่ให้เริ่มไม่อยากไป พอเป็นหวัดก็ปวดเมื่อย ปวดหัว ไซนัส ปัญหาสารพัด
ชั่งใจอยู่ เพราะมีรถมารับอาสาสมัครที่มาบุญครองตอน 10 โมง และ บ่ายโมง ผ่าน 10 โมงไปแล้ว
เหลืออีก 2 ชั่วโมง นั่งเล่นคอมไป เก็บของไป
กินข้าวเสร็จอยู่หน้าคณะ อีก 10 นาทีบ่ายโมง เอาวะขนาดเดินไปยังทัน
เดินผ่านถึงหน้าประตูคณะ
ไม่เดินตรงไปเพื่อไปสู่มาบุญครอง
เข้าตึกคณะ
เดินขึ้นชั้นลอย
เข้าห้องน้ำ
ใช่ ปวดขี้เหี้ยๆ ไม่ไหวแล้ว ต้องปล่อยอย่างด่วนๆ
ออกมาจากคณะ ผ่านเวลาบ่ายโมงไปประมาณ 1 นาที
คิดเองเออเองว่า ไม่ทันแล้วแหละฮะ ลาก่อนรถอาสาสมัคร
เลยตัดสินใจนั่งรอสาย 29 ตามเดิม เพื่อไปถึงดอนเมือง แล้วหาทางต่อเอาเองแบบเมื่อวาน
นั่งรอ
…
รอ
…รอ และรอ
ไม่มีสาย 29 เลย อีเหี้ย นี่ผ่านมาชั่วโมงครึ่งแล้วนะ!
บ่ายสองโมงครึ่งผมยังนั่งรอสาย 29 อ่านมหาสนุกจบไป 1 เล่ม อ่าน NG จบไปหลายคอลัมน์ ไหนวะสาย 29!
เริ่มหงุดหงิด แล้วมันก็มา รีบกระโดดขึ้น มีคนรอสาย 29 เช่นกันอยู่หลายสิบคน
ได้นั่งเหมือนเดิม
เมื่อผ่านถึงอนุสาวรีย์ชัย พลันคิดได้ เห้ยต้องมีรถอาสาสมัครแน่เลย ไปถึงแถวรังสิตก็ยังดี เลยกระโดดลงมาจากรถ
(…ถ้าจะมาถึงแค่อนุสาวรีย์แล้วกูจะรอ 29 ทำไมวะ ความคิดหนึ่งแวบมา)
ถามคนแถวนั้น รถอาสาสมัครไม่มีแล้ว รถทหารก็ไม่เจอ เอาไงดี ตัดสินใจถามสายที่ไปใกล้รังสิตสุดแล้วกัน
มาลงตัวที่สาย 39 ไปถึงแยกลำลูกกา เอาวะ ไปก็ไป ใกล้สุดเท่าที่เจอแล้ว
นั่นแหละ แล้วพอออกมา ก็เจอรถทหารวิ่งกันให้พั่บ แต่ไม่รู้ไปไหนเหมือนกัน ตอนนั้นเหนื่อยเนื่องจากแรงหวัด ขี้เกียจลุกแล้ว นอน
zzz
zzzzz
ตื่นช่วงเลยเกษตร เส้นพหลโยธินเริ่มท่วมนิดๆ ตรงสายไหม
ก่อนถึงแยกลำลูกกาก็จอดตรงนั้นแหละ ผมเดินไปเซเว่นข้างเซียร์เพื่อซื้อน้ำดื่ม ไม่ไหว คอแห้ง
ข้ามมาฝั่งตรงข้าม เผื่อจะได้เรียกรถ และไม่นานรถ 29 ฟรีเฉพาะกิจก็ผ่านมา สวรรค์โปรด รีบจัดขึ้นไปทันที แต่เค้าไปไกลสุดแค่ฟิวเจอร์ปาร์คเท่านั้น ไม่ใช่รถอาสาสมัคร แต่รถส่งผู้ประสบภัย
ก็ต้องหาทางไปต่อที่จุดเดิม เส้นทางที่ผ่านมานั้นเห็นได้ว่าน้ำท่วมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งตลาดสี่มุมเมือง หรือฟิวเจอร์ปาร์ค คราวนี้ท่วมระดับอกแล้ว เท่าที่เห็นจากชุมชนข้างๆ
รอรถหน้าฟิวเจอร์ปาร์ค คราวนี้ไม่ค่อยมีรถเท่าเมื่อวาน เพราะน้ำท่วมสูงกว่าเดิมมาก
อ๊ะ รถบรรทุกไปธรรมกายมา แต่แม่งไม่จอดรับ เพราะคนขับไม่ได้ยิน แล้วคนที่นั่งอยู่ข้างหลังไม่กี่คนนั่นก็ไม่สนจะช่วยเคาะกระจกเลย ห่านเอ๊ย
สุดท้ายก็มีรถทัวร์ไปอยุธยาผ่านมา ก็ต้องจ่ายตังค์ 20 เพื่อไปธรรมศาสตร์ล่ะครับ ด้วยความป่วยจึงหลับไป
zzz
zzzzzzz
zzzzzzzzzz
ตื่นมา ถามกระเป๋า
“พี่ครับ ถึงธรรมศาสตร์แล้วยัง”
“อ้าวน้อง เลยไปแล้วนี่กำลังจะถึงนวนคร ตะกี้พี่ก็ตะโกนเรียกแล้วนะ”
ชิบหายยยยย แต่เอาเถอะ ลงมา ก็หารถกลับได้ เจอรถทหารก็ขึ้นไป
บนรถเป็นพวกพนักงานสลากกินแบ่งที่ไปแจกของยังชีพที่อยุธยาพึ่งกลับมา เขาก็ถามไถ่ว่าเรามาจากไหน พอตอบไปว่าเผลอหลับนั่งรถเลยมาก็เลยต้องหารถกลับ เค้าก็หัวเราะกันใหญ่ คุยกันถูกคอดี พอบอกว่ามาเป็นอาสาสมัคร เค้าบอกว่าเป็นคนดีใหญ่เลย อยากจะบอกเหมือนกันว่าไม่ได้ใจบุญอะไรนักหนาหรอก แค่อยากมาขำๆ หาประสบการณ์
จับรถแค่แวบเดียวถึงธรรมศาสตร์ แล้วเราก็ร่ำลา เดินเข้าไปในธรรมศาสตร์ทางเดิม เหมือนเดิม
…รับรู้ได้ถึงอาการคัดจมูก ที่ไม่ใช่อาการภูมิแพ้ แต่เป็นอาการหวัด เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเป็นหวัด เพราะปวดเมื่อยตามตัว หวัดใหญ่ด้วย เอาแล้วไง
แต่เมื่อมาถึงแล้วทำไงได้ เดินเข้าไปตามช่องทางเดิมเหมือนกันกับที่มาเมื่อวาน แต่คราวนี้ไปลงทะเบียนก่อนเลย ก็มีให้กรอกใบรายละเอียดของอาสาสมัคร กับลงชื่ออาสาสมัครรายวัน
แล้วก็เคว้ง เพราะพึ่งมาใหม่ คนเขามีฝ่ายกันลงตัวหมดแล้ว กูจะไปช่วยใครดีหว่า
เดินไปนู่นไปนี่
แล้วสุดท้ายก็กลับมาที่ลงทะเบียน “เอ่อ มีงานอะไรให้ทำบ้างฮะ”
เค้าก็บอกว่ามีงานกั้นกระสอบทรายอยู่ด้านหน้า เอาวะ ไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่ งานออกแรงน่าเบื่อๆ พอกำลังจะออกไป ฝ่ายอาหาร 1 ก็กำลังขนน้ำเข้ามากันอยู่
ก็เลยไปช่วยขน
พอขนเสร็จ ก็มีผู้อพยพที่มาเป็นอาสาสมัครชวนกินข้าว
และสุดท้ายผมก็กลายเป็นฝ่ายอาหาร 1 พึ่งสังเกตว่า เขาเขียนป้ายตัวเองว่าฝ่ายขนม เพราะงานส่วนใหญ่เป็นงานแจกขนม กับโออิชิซะมากกว่า
คนที่ชวนผมกินข้าวชื่อพี่ชัย ชาวอยุธยา ข้าวเป็นข้าวผัดกะเพราลูกชิ้นปลา มีแกงส้มให้ตักเพิ่ม กับปลาดุกผัดเผ็ด
แล้วก็มีพี่ชัยอีกคน เป็นคนอยุธยาเหมือนกัน เค้าชวนผมคุยเยอะดี นึกว่าอยู่รุ่นเดียวกัน คืออายุ 30 กว่า พอบอกว่าอายุ 22 เค้าก็ทำหน้างงเลย ฮา
นัท เด็กสถาปัตย์ ธรรมศาสตร์ปี 2 ที่เหมือนว่าหัดถ่ายรูปอยู่ ยืมกล้อง Nikon D80 จากเพื่อน และสนใจกล้อง Nikon FM2 ของผม เห็นว่ามันสวยคลาสสิคดี
จอน เด็กศิลปกรรม ธรรมศาสตร์ปี 2 เป็นชายสูงใหญ่ผมยาวฟู ชื่อจอนคงมาจอนที่ยาว เป็นเด็กอาร์ตๆ คารมดี
แปม เด็กศิลปกรรม ธรรมศาสตร์ปี 2 เช่นกัน เป็นผู้หญิงที่ดูร็อคๆ หน่อย ผมไม่ค่อยได้คุยกับผมเท่าไหร่
ปอนด์ เป็นน้องสาวของแปม เรียนอยู่สตรีวิทย์ม.3 แต่ตัวใหญ่มาก ดูแล้วแทบไม่เชื่อเลยว่านี่คือเด็กม.3 ดูเป็นพวกรุ่นเดียวกับแปมและจอนได้เลย
ป๊อป ไม่รู้เหมือนกันว่าเรียนที่ไหน แต่น่าจะเรียนอยู่ ชอบอยู่กับจอน นิสัยคล้ายๆ กัน แต่ป๊อปดูเรียบร้อยกว่า
แล้วยังมีคนที่ผมจำชื่อไม่ได้ขอโทษด้วย T T ผมป่วย เบลอๆ ไปบ้าง ยิ่งเด็กวิทยา ธรรมศาสตร์ปี 4 แต่แต่งตัวเป็นเด็กม.ต้น ซึ่งเธอที่ชวนผมคุยบ่อยสุด แต่ผมจำชื่อไม่ได้ ยกโทษให้ด้วย ถ้าเห็นข้อความนี้ ช่วยบอกหน่อยแล้วกันว่าชื่ออะไร กับเด็กอีกคนที่อยู่กับป๊อปและจอน ผู้ชอบกินกุ้งทั้งเปลือก
งานขนม ดูเป็นงานชิวๆ ซึ่งก็ชิวจริงนั่นแหละ กินน้ำได้ไม่อั้น แต่ด้วยจิตสำนึกก็อั้นไว้ไม่ยอมกิน ฮา คอยแจกน้ำให้ผู้อพยพ เล่นกับเด็ก หลายคนดูเถื่อนเกินกว่ามาเล่นกับเด็กได้ แต่ความจริงใจดีมาก
ฝนตก พายุมา เหมือนเป็นลางบอกเหตุอะไรซักอย่าง น้ำที่ขังอยู่หน้าธรรมศาสตร์ ก็คงท่วมหนักไปอีก
ทีมข่าวสามมิติก็มา เป็นทีมข่าวที่มีมารยาทมาก อาสาสมัครบอกว่าไม่ควรถ่ายในที่พักของผู้อพยพ เพราะรุกล้ำความเป็นส่วนตัว เค้าก็ไม่ถ่ายจริงๆ
ก็เลยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
เริ่มคุยๆ กันไปได้ซักพัก คนพวกนี้เป็นคนสนุก พอการมาด้วยใจไม่ได้ถูกบังคับ ทำให้เราเข้ากันง่ายดี
แล้ว 3 ทุ่มก็มีเรียกประชุมอาสาสมัครทั้งหมดครั้งแรก
…เริ่มได้ยินฝ่ายต่างๆ เม้าฝ่ายคลัง
ไม่รู้หรอกนะว่าจริงๆ แล้วเป็นยังไง แต่กลุ่มอาสาสมัครที่นี่ความจริงก็มีความระหองระแหงพอๆ กับความปรองดองเลยทีเดียว
เรียกประชุม มีอาจารย์คนหนึ่งของธรรมศาสตร์มาพูด ชื่ออ.ปริญญา ก็มาคุยเรื่องเราเป็นคนเดือนตุลา 54 อะไรซักอย่างไม่ค่อยได้ตั้งใจฟัง แต่ดูเหล่าอาสาสมัครก็ไม่ค่อยสนใจอาจารย์คนนี้ซักเท่าไหร่ พูดว่าตอนนี้ธรรมศาสตร์เป็นที่เดียวที่ไม่ท่วม เป็นเกาะที่ให้พักพิงอยู่ได้ ศูนย์พักพิงนี้จะอยู่ไปจนกว่าน้ำจะหยุดท่วม หรือน้ำท่วมศูนย์พักพิง เอากันให้ตายไปข้าง
แล้วก็เรียกฝ่ายคลังออกมาชี้แจง ก็มีเสียงซุบซิบกัน ว่ากันว่าฝ่ายคลังงกของเกินไป ทั้งๆ ที่ของก็มีมาก แบบมากเว่อร์ ส่วนฝ่ายคลังก็บอกว่าขอให้เข้าใจเราหน่อย ประมาณว่าที่แคบ คนก็เยอะ ต้องเข้มงวด ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เพราะเราพึ่งมา เราเองก็ไม่รุ้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วเรื่องเป็นยังไง
แล้วก็มีน้าช้างจากครัวเถื่อนๆ ออกมาพูด แล้วแจกเสื้อของท่านว.วิชรเมธี ที่สกรีนเสื้อว่า “ขอให้เธอเบิกบาน กับการรับใช้เพื่อนมนุษย์” ก็ดีเหมือนกัน ไม่เอาเสื้อมาเปลี่ยนเลย ได้มีเสื้อใส่กับเขาบ้าง
ประชุมเสร็จเอาเสื้อไปเก็บ ตอนนี้ว่างมากๆ เพราะผู้อพยพก็ทยอยกันเข้านอน ฝ่ายขนมหลายคนก็กลับหอกันหมด เหลือแต่จอนกับป๊อปที่ตั้งมั่นว่าจะนอนที่ศูนย์พักพิง ผมก็นั่งชิวไปเรื่อยๆ เดินไปดูน้องแพทฝ่ายที่พักชั้นสอง เพราะน้องน่ารักดี หรือเดินไปกินข้าวที่เหลือจากฝ่ายอาหารสอง เป็นข้าวผัดหมูอร่อยดี ทางฝั่งขนมของผมก็มีกุ้งต้มแต่ผ่านการแช่เย็นมาให้กิน น่าเสียดายไม่มีน้ำจิ้ม เลยกินไปได้แค่ประมาณ 10 กว่าตัวก็เอียนแล้ว (แต่ก็เยอะมาก)
แล้วอยู่ดีๆ ก็มีการรวมกลุ่มคุยอะไรบางอย่างตอนนั้นเที่ยงคืนกว่าแล้ว
ผมเข้าไปเสือก ได้ความว่าคันกั้นน้ำแตกแล้ว
ป๊อปกับจอนรีบขี่มอเตอร์ไซค์ไปสะพานสูงเพื่อดูน้ำ
ส่วนผมก็ทำไงดีล่ะ อยากไปเหมือนกัน แต่ได้ยินว่าคันกั้นน้ำไกลมาก
เดินเรื่อยเปื่อยอยู่ด้านหน้าศูนย์พักพิง รถเมล์เฉพาะกิจวิ่งเข้ามา พวกเด็กหอธรรมศาสตร์กรูกันกลับมาที่ศูนย์พักพิง เพราะอยู่ใกล้จุดที่คันกั้นน้ำแตก
ผมเห็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งเดินใส่ชูชีพออกไปกับผู้ชายอีกคน ผมรู้แน่เลยว่า พวกมึงต้องไปช่วยที่คันกั้นน้ำแน่ๆ เลยเดินตามไป พวกเราได้ขึ้นรถ NGV ซึ่งไปรับเด็กที่หอธรรมศาสตร์ และปล่อยเราทิ้งไว้แถววงเวียนข้างสวทช. น้ำเริ่มขังตามถนน มองตรงไปจะเห็นรถแบ็คโฮยักษ์กำลังทำคันกั้นน้ำอยู่ พวกเราเดินไป คุยกันนิดหน่อย ทำให้รู้ว่าน้องสองคนนี้ก็เป็นเด็กจุฬาฯ เหมือนกัน โดยผู้หญิงมาจากวิทยา และผู้ชายมาจากวิศวะ พี่จำชื่อไม่ได้ ขอโทษด้วย T T
ไปถึงตอนแรกก็เคว้งๆ ไม่รู้จะทำอะไร ตอนนั้นตี 1 แล้วเห็นเค้าช่วยกันยกขอบฟุตบาทมาวางอีกฟาก ไม่รู้ยกทำไม แต่ก็ไปช่วยยก แบ็คโฮก็ทำหน้าที่ตักดินมาปิดส่วนที่รั่วไปเรื่อยๆ พอปิดฝั่งนี้ ฝั่งนู้นก็รั่ว พอปิดฝั่งนู้น ฝั่งนี้ก็รั่ว สถานการณ์น่ากลัวมาก ถ้าน้ำหลุดออกมาหมด ก็จะท่วมประมาณอก
ส่วนรั้วฝั่งสวทช. ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แม้น้ำจะไม่สูงไปกว่าส่วนที่รั้วตัน คือส่วนบนและล่างของรั้วจะเป็นปูนโบกไว้ตันๆ ส่วนตรงกลางรั้วจะเป็นซี่ๆ นั่นแหละถึงน้ำไม่สูงกว่า แต่น้ำก็ดันมาจากดินใต้กำแพง เปิดออกมาเป็นช่องโหว่รั่วออกมา ซึ่งก็ต้องอุดด่วนเหมือนกัน
วิธีอุดคือใช้กระสอบทรายอุดจากด้านใน เพราะถ้าอุดจากด้านนอกน้ำจะดันกระสอบทรายออกมาอยู่ดี
วิธีเอากระสอบทรายเข้าไปข้างใน ถ้าพยายามเอาลอดไปตามซี่รั้ว จะช้ามาก เลยต้องให้มีคนนึงไปอยู่ข้างบนรั้ว แล้วรับกระสอบทราย ส่งต่อให้คนที่อยู่ในรั้ว ช่วงแรกๆ ผมอยู่บนรั้ว แล้วค่อยลงไปอยู่ข้างในรั้ว แล้วสุดท้ายก็หนีออกมางานที่สบายที่สุด ส่งกระสอบอยู่ข้างนอก
ตอนอยู่ข้างในรั้วน่ากลัวอยู่เหมือนกัน เพราะผมเจองู แต่มันก็ว่ายหนีไป ทำให้ต้องระวังตลอดเวลา อีกทั้งกระสอบทรายที่ถูกโยนลงมาก็ทำเอาตัวเปื้อนไปหมด แล้วต้องวางกระสอบทรายลงไปในน้ำขุ่นๆ ซึ่งมองไม่เห็นแพทเทิร์นการวางเลย ทำให้ไม่รู้ว่าจะกันน้ำออกได้มั้ย
ปัญหาอีกอย่างคือ คนมักจะกรูไปช่วยกันช่องเดียว ทั้งๆ ที่มันรั่วหลายช่อง อีกทั้งก็มืด แต่ละช่องก็ต้องมีคนฉายไฟฉายอีก
…
ราวๆ ตี 3 พวกเราก็ยอมแพ้ มีการจัดหน่วยเฝ้าระวังน้ำอยู่ที่อาคารฝั่งตรงข้ามสวทช. เป็นอาคารที่เคยจัดงานโชว์กลางคืนจ๊ะเอ๋ลูกนก นิเทศจุฬาฯ-วารสารฯ ธรรมศาสตร์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
คนที่ดูท่าทางเป็นผู้นำ บอกรอ 7 โมงเช้าดีกว่า เพราะตอนนี้ลำบากมาก แล้วก็มีรถส่งอาสาสมัครทยอยกลับไปศูนย์พักพิง
ระหว่างอยู่บนรถ ก็มีเด็กคนหนึ่งคุยกับเพื่อนว่า “นี่แหละ งานนี้เรากลับบ้านไปจะได้ไปบอกแม่ได้ซะทีว่าน้ำท่วมได้ช่วยอะไรบ้าง”
เราช่วยอะไรได้บ้าง เอาจริงๆ การอุดคันกั้นน้ำครั้งนี้ ผมไม่คิดว่ามันจะกั้นได้ มีคนบอกว่าแค่ชลอเท่านั้นเอง ถ้ามันช่วยอะไรไม่ได้ ทำไมถึงมาทำ เพื่อเอาไปโม้ต่อ อันนี้ก็คงเป็นอีกเหตุผลนึง
“กูได้อุดคันกั้นน้ำสู้กับกระแสน้ำที่ไหลท่วมมาโว้ย!!!”
เอาจริงๆ ตอนที่ช่วยขนกระสอบทรายที่คลอง 6 นี่เหนื่อยมาก แต่นี่ทำแบบไม่หยุดพักเลย กลับไม่เหนื่อย มันมีทั้งความตื่นเต้น อะดรีนาลีนพุ่งพล่าน ทำได้เรื่อยๆ ไม่มีเหนื่อยเลยจริง
พอเค้าบอกให้พอ เท่านั้นแหละ ไข้ขึ้น ปวดหัว ถึงกับขอยาเลยทีเดียว ร่างกายก็เปลี้ยไปหมด
การสนทนาดำเนินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่เริ่มคุยกันเรื่องมีสาระขึ้น ผมกลับมาสนใจฟัง (เสือก) อีกครั้ง
…น้องคนหนึ่งบอกว่า “ถึงมธ.อาจจะท่วม แต่วิกฤตก็ทำให้เราเห็นผู้นำ ทำให้เรารู้ได้ว่าเราจะฟังใคร ใครกันแน่ที่เจ๋งกว่ากัน”
เหตุการณ์ชุลมุน วุ่นวาย แต่แน่นอนยังมีคนที่ใจเย็น ไม่ใช่ว่าเขาไม่เดือดร้อน แต่เขากำลังพยายามคิดแก้ปัญหาเพื่อทุกคน
เพื่อธรรมศาสตร์
ผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร เราจะเห็นได้ตอนช่วงวิกฤตนี่แหละ
…
แล้วผมก็กลับมาถึงศูนย์พักพิง จอนกับป๊อปก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาแล้ว
เราวางแผนกันก่อนว่าจะทำอะไรดี อาบน้ำ เปลี่ยนชุด กินข้าว สุดท้ายลงตัวกันที่กินข้าว มื้อดึกเป็นข้าวต้มกุ้ง
กินเสร็จเดินไปที่ฝ่ายเซเว่น เพื่อที่จะขอชุดเปลี่ยน ได้ยินมาว่าเดิมทีฝ่ายคลังไม่ให้เบิกเพราะไม่มีอะไรเลวร้าย แต่พอมาดูของจริงยอมให้เบิกเลยจ้า เราได้เสื้อโปโลซีพีสีส้ม กางเกงอโลฮ่า และบ๊อกเซ่อร์บางๆ มา 1 ตัว อะไรคือแฟชึ่น…
แล้วตอนลงมา ผมไปฉี่เลยหลงกับจอนและป๊อป ผมเลยเปลี่ยนชุดและเข้านอนเลย น้ำไม่อาบมันละ ค่อยกลับไปอาบที่บ้านพรุ่งนี้ นอนบริเวณชั้นสอง เพราะกลัวน้ำไหลบ่าเข้ามา เห็นเสื่อว่างอยู่เลยจัดแจงปูนอน
zzz
—
22 ตุลาคม พ.ศ.2554
ตื่นมาตอน 10 โมง (ว่าไป ไอ้ที่ไปอุดคันกั้นน้ำ มันก็วันที่ 22 นี่หว่า)
สะลึมสะลือมาก ปวดหัวเล็กน้อย จามตลอด ชัดเจนแล้วกูเป็นหวัด
ตอนแรกว่าจะอยู่ถึงรถออก 2 ทุ่ม แต่กลับเลยดีกว่า อาการไม่สู้ดี
ลงไปจะไปบอกลาพวกอาหาร แต่ก็เป็นช่วงที่ไม่มีอะไรแจก ก็นอนฟุบหลับอยู่บนโต๊ะกันหมด มีแต่พี่ชัยที่ตื่นอยู่ ก็เลยบอกลาไป เจอกันวันจันทร์
เดินกลับไป คิดว่าจะกลับยังไงดี รอโบกรถดีกว่า
รถเมล์ฟรีผ่านมา โบก ไม่จอด เห้ย ทำไมไม่จอดวะสราด
แล้วรถก็แทบไม่ผ่าน รถที่ผ่านก็เป็นรถที่โบกคงไม่เหมาะ เพราะไม่มีที่ว่างให้นั่งได้
สุดท้ายเลยมาลงเอยที่รถสองแถว แค่ 10 บาท ถึงฟิวเจอร์
เค้าใจมาก เค้าจอดรับทุกคน จนรถไม่มีที่ยืนแล้ว แม้น้ำจะท่วมสูงพอสมควร แต่รถก็ยังไปต่อได้
ถึงฟิวเจอร์ อยากเดินแวะถ่ายรูปต่อ ลุยน้ำไปเรื่อยๆ น้ำบริเวณนั้นสะอาดพอสมควร โดนแล้วไม่คันเยิบ ใสแจ๋ว มีขุ่นโคลนเล็กน้อยตามประสา
เดินไปซักพัก ไม่ได้ถ่ายเลยซักรูป กอปรกับเริ่มเหนื่อย
โบกรถคนนึง ถามปลายทางของเค้า เค้าบอกไปหมอชิต โอเค ผมไปด้วย บนรถมีครอบครัวหนึ่ง และแก๊งชาวอีสาน
…
รถขับไปเรื่อยๆ ตอนแรกรถเข้าทางสายใหม
น้ำท่วมยาวคร่าบ ไปไม่ไหว สุดท้ายรถเลยหนีทะลุผ่านอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ไปยังถนนวิภาวดี-รังสิต ซึ่งมีท่วมขังบ้าง แต่พอถึงหน้าดอนเมืองไปก็แห้งยาว ขับฉิว แป๊ปเดียวถึง
แวะส่งครอบครัวหนึ่งก่อนแถวศูนย์ฝึกร.ด. เหลือผมกับแก๊งชาวอีสานที่จะกลับบ้านหนีน้ำมุ่งหน้าไปหมอชิตสอง
ถึงหมอชิต ผมเดินไปรอรถเมล์ตรงข้ามตลาดนัดจตุจักร พบว่าเมื่อวานทำไมถึงไม่มีสาย 29 มาแถวหน้าจุฬาฯ เลย
เพราะ 29 กลายเป็นรถเสริมรังสิต-อนุสาวรีย์กันหมด!!! ประมาณว่ารถสาย 29 20 คันแรกที่ผ่านมาเป็นรถเสริม โอยกูจะเป็นลม
จนคิดว่า นั่งไปอนุสาวรีย์ก็ได้ แล้วค่อยต่อรถ
รถสาย 29 ไปถึงหัวลำโพงก็มาพอดี ป.อ.ด้วย สู้อากาศร้อนได้ดีทีเดียว กระโดดขึ้นไปไม่ต้องคิด
ด้วยอาการป่วยๆ ซึมๆ ผมหลับอย่างง่ายดาย
zzz
zzzzzz
zzzzzzzzzzzz
และในที่สุด ก็ถึงหอ บ้านบางรักของผม เย่
ในที่สุดก็ได้อาบน้ำซะที วันจันทร์จะไปธรรมศาสตร์อีกรอบ
—
วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2554
ธรรมศาสตร์น้ำท่วมไปเรียบร้อย เค้าบอกไม่ต้องมาแล้ว…จบ.
ปล. นอกจากจะเขียนจากที่ตาเห็น หลายๆ อย่างเขียนจากความทรงจำ และการได้ยินมา ใครมีข้อชี้แจ้งจะแย้งก็เชิญตามสะดวกนะ










